![]()
ท่ามกลางสถานการณ์อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน “ความเครียดจากความร้อน” (Heat Stress) ได้กลายเป็นปัจจัยคุกคามที่รุนแรงต่ออุตสาหกรรมการปศุสัตว์ไทย ความร้อนไม่เพียงแต่บั่นทอนสวัสดิภาพของสัตว์ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงคุณภาพผลผลิตและต้นทุนการผลิตของเกษตรกร การทำความเข้าใจถึงผลกระทบในสัตว์แต่ละชนิด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้
อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสัตว์โดยตรง
สัตว์แต่ละชนิดมีขีดความสามารถในการระบายความร้อนที่ต่างกันตามรูปร่างและกลไกของร่างกาย การเข้าใจพฤติกรรมและกลไกการระบายความร้อนที่เฉพาะตัวจะช่วยให้เกษตรกรวางแผนรับมือได้อย่างตรงจุด
![]()
โคนมและโคเนื้อ ความร้อนกระทบโดยตรงกับระบบการผลิตน้ำนมและระบบสืบพันธุ์
โคเป็นสัตว์ที่ระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อได้เพียงบางส่วน แต่อาศัยการหายใจเป็นหลัก เมื่ออุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัดจะส่งผลดังนี้
• ภาวะหยุดชะงักของการผลิตน้ำนม เลือดจะถูกดึงไปเลี้ยงบริเวณผิวหนังเพื่อระบายความร้อน ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงเต้านมลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำนมลดฮวบและมีองค์ประกอบไขมันนมต่ำลง
• ลดความร้อนด้วยการกิน เมื่ออากาศร้อนขึ้นโคจะกินอาหารลดลง (DMI) เพื่อลดความร้อนที่เกิดจากการหมักย่อยในกระเพาะรูเมน ส่งผลให้ร่างกายขาดพลังงาน น้ำหนักตัวลด และซูบผอมลง
• ปัญหาการผสมพันธุ์ ความร้อนทำให้อุณหภูมิในมดลูกสูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อตัวอ่อน และทำให้แม่โคแสดงอาการกลับสัด*ไม่ชัดเจน
*อาการกลับสัด (Return to Estrus/Heat) คือภาวะที่สัตว์เพศเมีย (เช่น สุกร โค) แสดงอาการเป็นสัดอีกครั้งหลังจากได้รับการผสมพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าการผสมพันธุ์ในรอบก่อนหน้าไม่ติด หรือแม่วัวไม่ตั้งท้อง ทำให้กลับมามีพฤติกรรมพร้อมผสมใหม่ภายในรอบปกติ (ประมาณ 18-24 วันในหมู, 21 วันในวัว)
![]()
จุดอ่อนของกระบือ
จุดอ่อนของกระบือกลับอยู่ที่ผิวหนัง แม้กระบือจะชอบอยู่ในสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้ภายในของกระบือมีความย้อนแย้งในตัวเองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
• ต่อมเหงื่อที่จำกัด กระบือมีต่อมเหงื่อน้อยกว่าโคถึง 10 เท่า และมีชั้นผิวหนังที่หนา ทำให้การระบายความร้อนผ่านผิวหนังทำได้ยากมาก
• พฤติกรรมการแช่ปลัก หากไม่มีน้ำหรือปลักให้แช่ กระบือจะเกิดอาการหอบรุนแรง และความร้อนที่สะสมจะส่งผลต่อฮอร์โมนรักษาการตั้งท้อง ทำให้แม่กระบือเสี่ยงต่อการแท้งลูกสูง
![]()
สุกร สัตว์ที่ไร้เครื่องระบายความร้อนและเกลียดความร้อนเป็นที่สุด
มีความเข้าใจผิดบ่อยครั้งว่าหมูชอบที่ร้อนหรือสกปรก แต่ในความเป็นจริง หมูชอบ “ความเย็น” และเกลียด “ความร้อน” มาก เนื่องด้วยอุปสรรคทางร่างกายดังนี้
• ระบบระบายความร้อนที่ใช้งานไม่ได้ สุกรเกือบจะไม่มีต่อมเหงื่อที่ทำงานได้จริง ทำให้ไม่สามารถขับเหงื่อออกมาเพื่อใช้ลมพัดระบายความร้อนเหมือนคนได้
• ชั้นไขมันคือ “เสื้อนวม” ที่ถอดไม่ได้ สุกรมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่หนามาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนกักเก็บความร้อนภายในร่างกายไว้แน่นหนา ความร้อนจึงสะสมอยู่ข้างในจนทำอันตรายต่ออวัยวะภายในได้ง่าย
• พฤติกรรมการหา “พื้นเย็น” เพื่อรอดชีวิต ในเมื่อระบายความร้อนทางเหงื่อไม่ได้ สุกรจึงต้องพึ่งพาการ ระบายความร้อน โดยการนอนราบไปกับพื้นผิวที่เย็นเพื่อให้พื้นช่วยดึงความร้อนออกจากร่างกาย นี่คือเหตุผลที่เรามักเห็นหมูไปนอนคลุกโคลนหรือที่แฉะๆ เพื่อลดอุณหภูมินั่นเอง
• ทำไมลูกหมูถึงต้องใช้ไฟกกละ ในเมื่อหมูชอบความเย็น? มีเพียง “ลูกหมูแรกเกิด” เท่านั้นที่ต้องการความอบอุ่นเพราะระบบคุมอุณหภูมิยังไม่แข็งแรง แต่สำหรับ หมูขุนหรือหมูแม่พันธุ์ ยิ่งตัวใหญ่ไขมันยิ่งหนา ความร้อนคือศัตรูอันดับหนึ่ง หากพื้นคอกร้อน (เช่น พื้นปูนที่สะสมความร้อนจากแดดหรือใต้ดิน) หมูจะกระวนกระวาย หอบรุนแรง และอาจช็อกตายได้ทันที
อุณหภูมิที่เหมาะสมของหมูแต่ละช่วงวัย
• ลูกสุกร (อนุบาล) ต้องการความอุ่น (30°C – 34°C) เพื่อป้องกันการท้องเสียและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
• สุกรขุน (เติบโต) ชอบอากาศเย็นสบาย (24°C – 28°C) หากร้อนเกินไปจะทำให้กินอาหารลดลง โตช้า
• แม่พันธุ์ ต้องการความเย็นที่สุด (18°C – 24°C) เพื่อลดความเครียด ช่วยให้กินอาหารได้ดีและให้นมลูกได้เต็มที่
![]()
วิธีการจัดการน้ำและพื้นที่ในฟาร์ม
น้ำคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดับร้อน โดยเฉพาะในโคนม หากร่างกายขาดน้ำแม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ กลไกการผลิตน้ำนมจะหยุดชะงักทันทีเพื่อรักษาชีวิต เกษตรกรจึงต้องจัดเตรียมน้ำที่สะอาด เย็น และเข้าถึงได้ตลอดเวลาไว้ในร่มเงา นอกจากเรื่องน้ำแล้ว “ความแออัดในโรงเรือน” เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งความเครียด การลดความหนาแน่นของสัตว์ลงจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ลดการสะสมของก๊าซแอมโมเนียและความร้อนสะสมระหว่างตัวสัตว์ ทำให้สัตว์มีพื้นที่พักผ่อนที่ผ่อนคลายและระบายอากาศรอบตัวได้ดีขึ้น
![]()
ฉนวนกันความร้อนและมาตรฐานความสะอาดของโรงเรือน
หนึ่งในจุดที่มักถูกมองข้ามคือความร้อนสะสมจากพื้นคอนกรีตที่แผ่เข้าสู่ตัวสัตว์โดยตรง การติดตั้ง แผ่นยางปูพื้น RubberFlex จึงเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เนื่องจากยางมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนตามธรรมชาติ ช่วยสกัดกั้นความร้อนที่สะสมในพื้นดินไม่ให้ส่งผ่านไปยังตัวสัตว์ขณะนอนพักผ่อน ช่วยลดความเครียดสะสมจากแดดและอุณหภูมิพื้นผิวได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ RubberFlex ยังช่วยยกระดับสุขอนามัยภายในฟาร์ม เพราะพื้นยางมีความทนทาน ไม่ซึมซับน้ำ และทำความสะอาดได้ง่ายกว่าพื้นปูนทั่วไป ช่วยลดความชื้นสะสมและแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค เมื่อสัตว์นอนในพื้นที่ที่เย็น สบาย และสะอาด สัตว์จะมีความเครียดน้อยลง มีสุขภาพกีบและข้อต่อที่ดี ส่งผลบวกต่อระบบภูมิคุ้มกันและประสิทธิภาพการให้ผลผลิตในระยะยาว
![]()
การป้องกันอาหารสัตว์จากเชื้อราและสารพิษ
ในช่วงฤดูร้อน ความร้อนและความชื้นที่สูงขึ้นจะเร่งให้อาหารสัตว์เสื่อมสภาพเร็วและเกิดเชื้อราได้ง่าย โดยเฉพาะในอาหารข้นที่มีโปรตีนสูง ซึ่งอาจมีสารพิษจากเชื้อราที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าทำลายสุขภาพสัตว์ในระยะยาว เกษตรกรจึงควรมีแนวทางจัดการอาหารอย่างเคร่งครัด ดังนี้
• สถานที่จัดเก็บ ต้องแห้ง อากาศถ่ายเทดี และห้ามวางกระสอบอาหารติดพื้นโดยตรงเพื่อป้องกันความชื้นซึมผ่าน ควรวางบนพาเลทหรือชั้นยกระดับ
• การหมุนเวียนสต๊อกอาหารในโรงเรือน ควรบริหารจัดการอาหารแบบ “เข้าก่อนออกก่อน (FIFO : First In First Out)” เป็นหลักการจัดการอาหารหรือวัตถุดิบในคลังที่ทำให้มั่นใจได้ว่าอาหารหรือวัตถุดิบที่นำเข้าสู่คลังสินค้าก่อนเป็นอันดับแรก จะถูกนำไปใช้ก่อนเป็นอันดับแรก วิธีนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น อาหารและยา เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าถูกใช้หมดก่อนหมดอายุไม่เก็บค้างนานจนเกินไป และปิดคลุมอาหารหยาบเช่นหญ้าหมักให้สนิทเพื่อรักษาคุณค่าทางอาหาร
• การปรับเวลาให้อาหาร หากปกติฟาร์มให้อาหารสัตว์ในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อน ควรเปลี่ยนมาให้อาหารในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่อากาศไม่ร้อน เพื่อลดภาระการระบายความร้อนจากการย่อย และต้องตรวจสอบ กลิ่น สี ลักษณะของอาหารทุกครั้งก่อนให้สัตว์กิน เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์ได้รับอาหารที่สดใหม่และปลอดภัย
แนวทางการเฝ้าระวัง
หัวใจสำคัญของการดูแลสัตว์ให้ผ่านหน้าร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย มีหลักจำง่ายๆ อยู่ 4 ข้อ คือ
1. โรงเรือนต้องอยู่สบาย อากาศต้องถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนอบอ้าว และถ้ามีวัสดุปูพื้นกันความร้อนอย่าง RubberFlex มาช่วยเสริมด้วย ก็จะช่วยเรื่องกันความร้อนจากพื้นดินไม่ให้แผ่ขึ้นมาถึงตัวสัตว์ ช่วยให้สัตว์ได้นอนพักผ่อนบนพื้นที่เย็นและนุ่ม ไม่เครียดจากแดด
2. น้ำต้องถึง สัตว์ต้องการน้ำมากกว่าปกติในช่วงหน้าร้อนเพื่อดับร้อน น้ำดื่มต้องสะอาด เย็น และมีให้กินตลอดเวลา อย่าปล่อยให้ขาด
3. อาหารต้องดี ทั้งอาหารข้น อาหารหยาบ โดยการเลือกอาหารที่สดใหม่ คุณภาพดี และต้องเก็บรักษาให้ดีเพื่อป้องกันเชื้อรา เพราะหน้าชื้นๆ ร้อนๆ แบบนี้เชื้อราโตเร็วมาก
4. สังเกตอาการให้ไว หมั่นแวะไปดูลูกๆ ในฟาร์มบ่อยๆ ถ้าเริ่มเห็นตัวไหนมีอาการผิดปกติ เช่น ซึมลง หอบรุนแรง หรือเริ่มท้องเสีย ให้รีบคัดแยกออกมาไว้ในที่ร่มที่อากาศเย็นๆ ทันที แล้วรีบปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที
ซึ่งเกษตรกรสามารถขอรับคำปรึกษาหรือแจ้งเหตุได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่, สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากสนใจปรึกษาข้อมูลด้านเทคนิคหรือสั่งซื้อแผ่นยางพาราปูพื้นอเนกประสงค์ได้ที่ Line OA : @rubberflex หรือคลิกเพิ่มเพื่อนทันทีที่ https://lin.ee/8gIP8aj อ่านเนื้อหาอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ www.rubberflexthailand.com
